calorie-newnew

ใครๆก็ทราบกันดีว่าวิธีการลดน้ำหนัดที่ดีที่สุดก็คือการออกกำลังกาย แต่ยังมีอีกวิธหนึ่งที่ทำควบคู่กันไปจะเห็นผลดียิ่งขึ้นนั่นก็คือการนับแคลอรี่ เพราะจะทำให้เรารู้ว่าในแต่ละวันเรากินอาหารเกินกว่าที่ร่างกายต้องการหรือเปล่า เมื่อไหร่ที่เรากินเกินโรคอ้วนจะถามหาทันที ฉะนั้นเราจะพาไปให้คุณรู้จักว่าแคลอรี่คืออะไร และจะนับอย่างไรให้เป็นผลดีต่อเราคะ

แคลอรี่คือ หน่วยวัดพลังงานในอาหาร ได้แก่คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ซึ่งพลังงานเหล่านี้เป็นกลไกอย่างหนึ่งที่ร่างกายจะนำไปใช้เวลาที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากว่ามีพลังงานเกินกว่าที่ร่างกายต้องการมันก็จะแปรรูปกลายเป็นไขมันในที่สุด

ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับแคลอรี่

อาหารทุกชนิดล้วนมีหน่วยวัดเป็นแคลอรี่จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของอาหาร ซึ่งในแต่ละคนจะมีการเผาผลาญแคลอรี่ที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นเราจึงต้องรู้ก่อนว่าร่างกายเราเผาผลาญแคลอรี่ต่อวันเท่าไหร่โดยมีสูตรคำนวณตามนี้

  • สำหรับผู้ชาย : BMR = 66 + (13.7 x น้ำหนักตัวหน่วยเป็นกก.) + (5 x ส่วนสูงเป็นซม.) – (6.8 x อายุ)
  • สำหรับผู้หญิง : BMR = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัวหน่วยเป็นกก.) + (1.8 x ส่วนสูงเป็นซม.) – (4.7 x อายุ)

เมื่อคำนวณเสร็จแล้วก็คือปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายควรใช้ต่อวัน ส่วนมากแล้วผู้ชายจะอยู่ที่  1,600-2,200 kcal. ผู้หญิงจะอยู่ที่ 1,400 – 1,800 kcal. พอเรารู้จำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายเผาผลาญต่อวันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะคำนวณแคลอรี่ของอาหารแต่ละมื้อเพื่อที่เราจะได้กินไม่เกินแคลอรี่ที่เราคำนวณไว้ อย่างเช่น แคลอรี่ต่อวันของเราคือ 1,600 มื้อเช้ากินข้าวขาหมู 600 แคลอรี่ มื้อเที่ยงต่อด้วยผัดไทยอีก 450 แคลอรี่ มื้อเย็นกินต้มเลือดหมู 300 แคลอรี่กับส้มตำอีก 150 แคลอรี่ ก่อนนอนดื่มนม 1 แก้ว 100 แคลอรี่ พอเรานำมารวมกันจะพบว่าวันนี้เรากินไปแล้ว 1,600 แคลอรี่พอดี ดังนั้นน้ำหนักเราก็จะเท่าเดิม แต่ถ้าหากเราไม่กินส้มตำ กินต้มเลือดหมู แคลอรี่ก็จะหายไป 220 แคลอรี่ ทำให้เหลือแคลอรี่ที่กินเข้าไปเพียง 1,380 แคลอรี่ก็จะส่งผลให้น้ำหนักเราลดลงโดยอัตโนมัติ

การกินโดยการจำกัดแคลอรี่ไม่ใช่เรื่องยาก แต่คนส่วนใหญ่มักไม่นิยมเพราะคิดว่าเป็นการจัดระเบียบการกินกับตัวเองมากเกินไป แต่ถ้าอยากให้น้ำหนักลดลงก็ต้องพยายามทำวิธีนี้ควบคู่กับการออกกำลังกาย เชื่อได้เลยว่าหุ่นดีๆจะอยู่กับคุณไปอีกนาน

calories

calorie